ค้นหาบล็อกนี้
วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
โอเวอร์คล็อกแรมโดยปรับค่า Timings
แรม ก็เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อระบบและความเร็วโดยรวมมาก ไม่ใช่แค่มีแรมความสำคัญต่อระบบความเร็วโดยรวมมาก ไม่ใช่แค่มีแรมความจุเยอะๆ แล้วจะทำให้เครื่องทำงานเร็วกว่าเดิม บางคนก็อัดแรมไปซะเต็มพิกัด กะว่าคอมพ์ของตนจะแรงสุดในซอย (เริ่มบ้า) แต่รู้ไหมครับว่า แรมทุกตัวก็มีค่าความเร็วเป็นของตัวเอง เราเรียกเหล่านี้ว่า Timings
การโอเวอร์คล็ฮกแบบปรับ FSB แรมจะเป็นปัจจัยแรก ๆ ที่ต้องคำนึงถึงเพราะแรมจะมีความเร็วเปลี่ยนไปตาม FSB ที่เราปรับ เรียกได้ว่าหาก FSB ทำงามที่ 200 เมกะเฮิรตซ์ เช่นเดียวกัน(ไปไหนไปกันว่างั้น) ฉะนั้นถ้าคุณจะโอเวอร์คล็อกแบบปรับ FSB แรมของคุณก็จะต้องรับกับความถี่ที่สูงขึ้นได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีค่า Timings ในตัวเองอีกด้วย เช่น CL2-2-2-5 ซึ่งยิ่งมีค่าตัวเลขน้อยก็แสดงว่าแรมตัวนี้เร็วมาก ดังนั้นเราจะมาโอเวอร์แรมโดยการปรับเปลี่ยนค่า Timings กัน

รูปที่1

รูปที่2
การโอเวอร์คล็ฮกแบบปรับ FSB แรมจะเป็นปัจจัยแรก ๆ ที่ต้องคำนึงถึงเพราะแรมจะมีความเร็วเปลี่ยนไปตาม FSB ที่เราปรับ เรียกได้ว่าหาก FSB ทำงามที่ 200 เมกะเฮิรตซ์ เช่นเดียวกัน(ไปไหนไปกันว่างั้น) ฉะนั้นถ้าคุณจะโอเวอร์คล็อกแบบปรับ FSB แรมของคุณก็จะต้องรับกับความถี่ที่สูงขึ้นได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีค่า Timings ในตัวเองอีกด้วย เช่น CL2-2-2-5 ซึ่งยิ่งมีค่าตัวเลขน้อยก็แสดงว่าแรมตัวนี้เร็วมาก ดังนั้นเราจะมาโอเวอร์แรมโดยการปรับเปลี่ยนค่า Timings กัน
1. หน่วยความจำ หรือแรมที่เราเรียกกัน ก็มีหลากหลายยี่ห้อแหละครับซึ่งแต่ละตัวก็มีค่า Timings ในตัวเองไม่เท่ากันเสมอไป และแรมที่ผมจะใช้ก็เป็นแรมที่ชื่อ Corsair DDR XMS 512 MB DDR400 CL2-7-3-3
2. สิ่งแรก ผมก็ขอให้เพื่อนๆ เข้าสู่จอไบออสกันก่อน ต่อมาก็เข้าไปที่เมนู Advanced Chipset Features หรือเมนูอื่นๆ ตรงนี้ก็แล้วแต่รุ่นของไบออสและเมนบอร์ดด้วยครับ ซึ่งเมนบอร์ดบางรุ่นจะมีเมนูสำหรับโอเวอร์คล็อกโดยตรงเลยแหละ เมื่อเข้าไปแล้วจะเห็นว่ามีเมนูให้เราได้ปรับอะไรต่อมิอะไรได้หลายอย่าง
3. ค่าTimings ของแรม Corsair DDR XMS 512 MB DDR 400 ที่ผมใช้นั้นมีค่า Timings ที่ 2-7-3-3 ค่าเหล่านี้แหละครับที่จะต้องปรับให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้
4. ต่อไปก็ให้เราเลื่อนไปกดที่แถบ DRAM Timing Selectable เพื่อเปิดฟังก์ชันให้เราสามารถปรับแต่งค่า Timing ได้ จะรออยู่ทำไมครับ Enter เข้าไปเลือก Manual เลย จากนั้นก็จะกลับสู่หน้าจอเดิมอีกครั้ง ซึ่งเราก็สามารถปรับค่าทั้ง 4 ค่าได้โดยการกดปุ่ม + (เครื่องหมายบวก) และ - (เครื่องหมายลบ) เพื่อปรับแต่งค่าให้ต่ำที่สุด
รูปที่1
รูปที่2
5. เมื่อ save หรือว่ากด F10 ออกมาแล้ว เครื่องก็จะบูตตัวเองอีกครั้งหนึ่ง แค่นี้ก็เป็นการเสร็จสิ้นการรับแต่ง Timings แล้วละครับ โดยท่านสามารถตรวจสอบจากวินโดว์ได้ด้วยโดยใช้โปรแกรม CPUZ เป็นตัวยืนยันอีกทางเพราะว่าโปรแกรม CPUZ จะแสดงค่า Timing ทั้งหมดเอาไว้ จากรูปที่1คือ Timing 2-3-3-7 ก่อนปรับแต่ง ส่วนรูปที่2 Timing 2-2-2-5 หลังปรับแต่ง
นี่ก็เป็นเพียงแค่การปรับค่า Timings ของแรมเท่านั้น ซึ่งสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม CPUZ ได้ที่นี่ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่บอกรายละเอียดของระบบโดยรวม และเปรียบเทียบค่าความเร็วต่างๆ มากมาย ผมก็ได้รันโปรแกรมดู ผลที่ได้ออกมานั้นก็เป็นธรรมดาครับที่ค่า Timings ต่ำๆ นั้นจะทำคะแนนออกมาได้ดีกว่าอย่างแน่นอน แต่ถ้าจะโอเวอร์คล็อกให้แรมทำงานอย่างเต็มพิกัดจริงๆ ต้องอาศัยการปรับ FSB ครับจะเห็นผลมากกว่าเป็นไหนๆ
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
เพิ่มแรงดันไฟให้อุปกรณ์ภายในให้มีผลต่อการโอเวอร์คล็อก
การเพิ่มไฟเลี้ยงให้ซีพียู แรม และชิปเซ็ต จะส่งผลให้เราสามารถโอเวอร์คล็อกไปที่ความถี่สูงๆ ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และก็ให้ความเสถียรขอระบบรวมทั้งตัวซีพียูเองด้วยครับ
มีหลายท่านมองข้ามในการปรับ Vcore Vmem Vdd ไป แต่รู้ไหมว่ามันมีความสำคัญอันดับต้นๆ ในการโอเวอร์คล็อกเลยทีเดียว เนื่องจากเมื่อเราโอเวอร์คล็อกไปแล้วซีพียู หรือแรมจะต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ถ้าแรมไม่จ่าย Vcore Vmem ให้กับซีพียู และแรม เวลาใช้งานไปจริงๆ อาจจะเกิดอาการแฮงก์ หรือใช้อยู่ดีๆ ก็ดับไปเฉยๆ เลยก็เป็นได้ ด้งนั้นผมมีวิธีปรับค่าต่างๆ มาฝากกันครับ
มีหลายท่านมองข้ามในการปรับ Vcore Vmem Vdd ไป แต่รู้ไหมว่ามันมีความสำคัญอันดับต้นๆ ในการโอเวอร์คล็อกเลยทีเดียว เนื่องจากเมื่อเราโอเวอร์คล็อกไปแล้วซีพียู หรือแรมจะต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ถ้าแรมไม่จ่าย Vcore Vmem ให้กับซีพียู และแรม เวลาใช้งานไปจริงๆ อาจจะเกิดอาการแฮงก์ หรือใช้อยู่ดีๆ ก็ดับไปเฉยๆ เลยก็เป็นได้ ด้งนั้นผมมีวิธีปรับค่าต่างๆ มาฝากกันครับ
1. เช่นเคยครับ ขั้นตอนแรกให้เข้าไปที่หน้าไบออสหลัก และเลื่อนไปที่แถบ Power Supply Controller จากนั้นให้เลือก User Define เพื่อจะเปิดล็อกฟังก์ชันในการปรับเปลี่ยนแรงดันไฟต่างๆ
2. จากภาพ ไบออสจะอนุญาติให้เราปรับแรงดันไฟต่างๆ ได้ทั้ง 4 ส่วนเลยที่เดียวครับ ที่เห็นกันนั้นเป็นค่าเดิมของไฟเลี้ยงต่างๆ ลองกดเข้ามาปรับกันดูครับ
3. แถบแรกครับเป็นส่วนของไฟเลี้ยงของซีพียู เมื่อกดเข้ามาแล้วก็สามารถเลือกได้เลย แต่ขอให้เพิ่มทีละขั้น อย่าก้าสกระโดดเป็นอันขาด สำหรับ Vcore ที่ถือว่าสูงยะอยู่ที่ 1.9 v ขึ้นไปครับ
4. ส่วนที่สองเป็นส่วนของ Vmem ครับ โดยปกติแล้วแรงดันไฟของแรมนั้นสามารถปรับไปที่ 2.9 v ก็ถือว่ามากแล้ว เนื่องจากถ้าสูงกว่านี้ก็ไม่เป็นผลครับ ถ้าไม่ใช่แรมที่เกิดมาเพื่อโอเวอร์จริงๆ จะตายกันที่ค่าความถี่ของแรมซะมากกว่า
5. ส่วนที่สามคือส่วนของไฟเลี้ยงที่ป้อนให้กับชิปเซ็ต ในส่วนนี้ไม่ค่อยจะมีความจำเป็นในการโอเวอร์คล็อกเท่าที่ควร เพราะชิปเซ็ตก็ทำหน้าที่ของมันเองอยู่แล้ว
6. ส่วนสุดท้ายไฟเลี้ยงที่จ่ายให้ AGP (สล็อตการ์ดจอ) ซึ่งส่วนนี้จะสำคัญก็ต่อเมื่อเราปรับ FSB ให้ความถี่ของระบบโดยรวมสูงขึ้น ส่งผลให้การ์ดจอทำงานหนักขึ้น ก็ต้องใช้กำลังไฟที่สูงขึ้นตามไปด้วย แต่สังเกตได้ว่าแรงดันไฟที่ให้ปรับนั้นจะไม่สูงมากนัก
เมื่อเลือกได้แรงดันไฟของแต่ละส่วนให้เหมาะสมกับระบบของคุณ ที่ต้องการแล้วก็ออกจากไบออส โดยกดที่ F10 หรือ Save & Exit ตามเคย แล้วเครื่องก็จะรีบูตอีกทีหนึ่ง แต่เวลาแรมจะปรับแรงดันไฟ ไม่จำเป็นที่จะต้องปรับทุกส่วนนะครับ เอาเท่าที่จำเป็นก็พอ
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
โอเวอร์คล็อกผ่านวินโดวส์สบายๆ ด้วย ClockGen
อย่าคิดว่าซีพียูจากค่าย AMD ปรับตัวคูณได้ง่ายเสมอไป เพราะซีพียูตัวใหม่ที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ 64 Bit ทั้ง Socket แบบ 754 และ 939 ต่างก็ล็อกตัวคูณไม่ให้เราสามารถปรับเปลี่ยนค่าในไบออสได้ง่ายๆ แต่ผมก็มีวิธีที่จะปรับแต่ง Multiplier, Voltage และ FSB เหล่านั้นผ่านวินโดวส์แบบง่ายๆ ด้วยโปรแกรม ClockGen
ความสามารถของโปรแกรม clockGen นั้น เป็นโปรแกรมที่ง่ายต่อการใช้งานโดยเฉพาะ Multiplier (ตัวคูณ) ที่อยู่ใน AMD 64Bit และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เริ่มต้นจะเวอร์คล็อก ซึ่งคุณสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากเว็บไซต์http://www.cpuid.com/clockgen.php แต่ต้องตรวจสอบจากเว็บไซต์กันก่อนนะครับว่า เมนบอร์ดและซิปเซ็ตของเราตรงตามที่โปรแกรมนั้นรองรังด้วยหรือไม่ ถ้ารองรับแล้วละก็ไปทำพร้อมกันครับ
ความสามารถของโปรแกรม clockGen นั้น เป็นโปรแกรมที่ง่ายต่อการใช้งานโดยเฉพาะ Multiplier (ตัวคูณ) ที่อยู่ใน AMD 64Bit และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เริ่มต้นจะเวอร์คล็อก ซึ่งคุณสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากเว็บไซต์http://www.cpuid.com/clockgen.php แต่ต้องตรวจสอบจากเว็บไซต์กันก่อนนะครับว่า เมนบอร์ดและซิปเซ็ตของเราตรงตามที่โปรแกรมนั้นรองรังด้วยหรือไม่ ถ้ารองรับแล้วละก็ไปทำพร้อมกันครับ
1. เมื่อดาวน์โหลดและติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็คลิ้กเข้าโปรแกรมเลย หน้าจอก็ปรากฏเมนูมา 3 แถบ ที่ต้องใช้งานคือ แถบบนสุด (K8 FID/VID) จะเป็นการปรับในส่วนของ Multiplier และ Voltage สำหรับแถบต่อมา (Clock) ก็เป็นส่วนของการปรับค่า HTT หรือ FSB นั่นเองแหละครับ และยังจะปรับค่าความถี่ของPCI Express ได้อีกด้วย
2. เมื่อคลิ้กปุ่ม Clock ก็จะเข้าสู่หน้าจอหลัก ทีนี้เราก็ต้องกดปุ่ม Get Values เพื่อให้โปรแกรมเรียกรายละเอียดต่างๆ ออกมา ในตัวอย่างนี้เมนบอร์ดของผมจะเป็นซิปเซ็ต nForce 4
3. ถ้าเราไม่อยากที่จะปรับค่าความถี่ของสัญญาณนาฬิกาเพียงอย่างเดียวเราก็สามารถที่ปุ่ม K8 FID/VID ได้ บางท่านอาจจะไม่มีก็ไม่ต้องตกใจไปนะครับเพราะเป็นซิปเซ็ตคนละรุ่นกันนั้นเอง เมื่อกดแล้วก็จะมีแถบโผล่มาด้านบน
4. แล้วเราก็สามารถปรับแต่งให้เหมาะกับระบบของเราทั้งค่าความถี่ของCPUSpeed,Memory,PCI-E
และยังรวมไปถึง Multiplier,Voltage เพื่อการทำงานของระบบให้เต็มประสิทธิภาพ
และยังรวมไปถึง Multiplier,Voltage เพื่อการทำงานของระบบให้เต็มประสิทธิภาพ
ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีปรับแต่งแบบง่ายๆ ผ่านระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ที่ผมนั้นได้โอเวอร์คล็อกขึ้นไปอย่างละหน่อย เอาพอหอมปากหอมคอ แต่อย่าลืมนะครับว่าต้องค่อยๆ ปรับขึ้นไปทีละนิดและทดสอบใช้งานเครื่องหนักๆ ดู หรือจะใช้โปรแกรมทดสอบต่างๆ ทดสอบแทนก็ได้ความเร็วซีพียูของคุณมาแบบฟรีๆ และนะครับ
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
การ์ดแสดงผลหน้าไหนก็โอเวอร์คล็อกได้
หากกล่าวถึงโปรแกรมสำหรับการโอเวอร์คล็อกการ์ดแสดงผลแล้ว Riva Tuner ก็ถือว่าเป็นโปรแกรมที่ได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ เลยนะครับ สำหรับพวกที่คลั่งไคลในการโดเวอร์คล็อก เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่าย และสามารถใช้ได้ทั้งการ์ดแสดงผลจากค่าย NVIDIA และ ATI
ไม่ใช่แต่เพียงซีพียูเท่านั้นที่สามารถทำการโอเวอร์คล็อกสัญญาณนาฬิกาขึ้นไปได้ การ์ดแสดงผลก็สามารถที่จะโอเวอร์คล็อกขึ้นไปได้ด้วยเช่นกัน โดยส่วนมากการ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ๆ มักจะมีซอฟต์แวร์พวกนั้นกลับไม่ค่อยได้รับคามสนใจมากนัก บางคนอาจจะรู้สึกว่าใช้งานยาก หรือปรับแต่งได้น้อย และเรามาปรับแต่งกันด้วยโปรแกรม Riva Tuner กันหน่อยเพื่อความเร็วที่ได้มาแบบฟรี ๆ โดยคุณสามารถดาวน์โหลดได้จาก http://www.guru3d.com/rivatuner
ไม่ใช่แต่เพียงซีพียูเท่านั้นที่สามารถทำการโอเวอร์คล็อกสัญญาณนาฬิกาขึ้นไปได้ การ์ดแสดงผลก็สามารถที่จะโอเวอร์คล็อกขึ้นไปได้ด้วยเช่นกัน โดยส่วนมากการ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ๆ มักจะมีซอฟต์แวร์พวกนั้นกลับไม่ค่อยได้รับคามสนใจมากนัก บางคนอาจจะรู้สึกว่าใช้งานยาก หรือปรับแต่งได้น้อย และเรามาปรับแต่งกันด้วยโปรแกรม Riva Tuner กันหน่อยเพื่อความเร็วที่ได้มาแบบฟรี ๆ โดยคุณสามารถดาวน์โหลดได้จาก http://www.guru3d.com/rivatuner
1. หลังการที่ติดดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ก็เปิดมาที่หน้าแรกกัน หน้าจอของโปรมแกรมก็ขี้เหร่แบบนี้แหละครับ ซึ่งโปรแกรมจะบอกซื่อรุ่นของการ์ดแสดงผลของเราเอาไว้ด้วย
2. ให้สังเกตไปที่ปุ่มเล็กๆ ที่เขียนว่า Customize… เมื่อคลิ้กเข้าไปแล้วจะมีเมนูย่อยโผล่ออกมาทางด้านขวา ให้คลิ้กแถบแรกที่เป็นรูปการ์ดแสดงผล ซึ่งเป็นส่วนของการปรับแต่งค่าความถี่ ของสัญญาณนาฬิกาสำหรับการ์ดแสดงผลนั่นเองครับ
3. สังเกตที่แถบเลื่อนสองแถบ นี่แหละที่เราจะใช้ปรับแต่งก่อนอื่นต้องเปิดการทำงานก่อนครับ ให้คลิ้กปุ่ม Enable low-level hardware overclocking ด้านบนได้เลย
4. เราสามารถโอเวอร์คล็อกสัญญาณนาฬิกาได้ทั้ง GPU (หน่วยแสดงผลในการ์ดจอ ปรับที่ Core Clock) และ RAM (ปรับที่ Memory Clock) บนการ์ดโดยการลากแถบเลื่อนไปทางขวา ด้านซ้ายมือจะเป็นตัวเลขบอกความเร็วที่เราปรับไปครับ แล้วก็กดปุ่ม Test
5. จากนั่นโปรแกรมจะทำการทดสอบค่าที่เราตั้งไปเมื่อสักครู่ให้ใหม่ ก็จะมีแถบขึ้นมาดังภาพ ถ้าเกิดเปลี่ยนใจให้กด Esc เพื่อยกเลิกแล้วก็ตอบ Apply หรือ OK ไปแค่นี้ก็เรียบร้อย เมื่อโอเวอร์คล็อกเสร็จ ผมได้ลองทดสอบด้วยโปรแกรมดูว่าก่อนและหลังโอเวอร์คล็อก การ์ดแสดงผลของเราจะเร็วขึ้นแค่ไหน โดยผลจากการใช้โปรแกรม 3Dmark 2003 ทดสอบ โดยโปรแกรมนี้จะมีผลออกมาเป็นคะแนน พบว่าผลคะแนนสูงขึ้น
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
ปรับ FSB เพื่อความเสถียรภาพของระบบที่ดีที่สุด
การโอเวอร์คล็อกแบบปรับ FSB (FrontSide Bus) ขึ้นไปจากเดิมนั้น เป็นวิธีที่ได้ทั้งความเร็ว และระบบมีความเสถียรภาพมากที่สุด เพราะเป็นการโอเวอร์คล็อกที่ความถี่ของซีพียู แรมหรือแม้กระทั่งการ์ดแสดงผลก็สูงขึ้นไปพร้อมๆ กัน
บางคนอาจจะรู้หลักการปรบ FSB กันไปบางแล้ว ที่ผมได้กล่าวถึงรายละเอียดไปในคอลัมน์ Cover Story แต่ก็ยังไม่ได้เห็นภาพกันจริงว่าวิธีการปรับแต่ง FSB เขาทำกันอย่างไร คราวนี้ผมมีภาพพร้อมคำอธิบายมาให้ชมกันด้วยทั้งการกำหนดค่าต่างๆ และกราฟิกค่าความถี่ของ AGP จะได้เห็นว่าง่ายขนาดไหนครับ
บางคนอาจจะรู้หลักการปรบ FSB กันไปบางแล้ว ที่ผมได้กล่าวถึงรายละเอียดไปในคอลัมน์ Cover Story แต่ก็ยังไม่ได้เห็นภาพกันจริงว่าวิธีการปรับแต่ง FSB เขาทำกันอย่างไร คราวนี้ผมมีภาพพร้อมคำอธิบายมาให้ชมกันด้วยทั้งการกำหนดค่าต่างๆ และกราฟิกค่าความถี่ของ AGP จะได้เห็นว่าง่ายขนาดไหนครับ
1. อย่างแรกเลยก็เข้าสู่หน้าจอไบออสกันก่อนโดยการกดปุ่ม Del ติดๆ กันเวลาเปิดเครื่องขึ้นมา เช่นกับบทความก่อนหน้านี้
2. จากนั้นก็เข้าไปที่เมนูที่สามารถปรับแต่ง อย่างของผมใช้เมนบอร์ดจาก Abit ซึ่งจะเป็นเมนูโอเวอร์คล็อกโดยเฉพาะที่ชื่อ SoftMenu Setup จากนั้นก็ไปเปิดให้สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ของซีพียูที่เมนู CPU Operating Speed และเลือก User Define
3. เลือกไปเมนู Extermal Clock และเลือก FSB ที่เหมาะสมกับระบบของแต่ละคนได้เลย แต่อย่าลืมกันนะครับว่าค่าความถี่ของ FSB ที่ 100, 133 ,166 และ200 เมกะเฮิรตซ์นั้น จะไม่ส่งผลต่ออุปกรณ์รอบข้างแต่อย่างใด ถ้านอกเหนือจากตัวเลขที่กล่าวมาแสดงว่าอุปกรณ์ของคุณทำงานเกินจากความถี่เดิม ก็โอเวอร์คล็อกนั่นแหละครับ
4. สำรับเมนบอร์ดที่ผมใช้อยู่ ค่อนข้างจะมีความสามารถในการโอเวอร์คล็อกซักหน่อย ที่สามารถกำหนดค่าความถี่ของ AGP/PCI ได้โดยการใส่ความถี่ที่ต้องการเข้าไปได้ด้วยตนเอง ซึ่งเลือกได้ตั้งแต่ 66-99 เมกะเฮิรตซ์ เลยทีเดียว
5. ภาพนี้เป็นการปรับแบบอัตราทดระหว่าง FSB กับ Ram ครับ ให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละคนด้วย ส่วนรายละเอียดทางเทคนิคจะเป็นอย่างไรลองย้อนหลับไปอ่านใน CoverStory กันได้นะครับ
6. เมื่อเลือกได้ความถี่ที่ต้องการแล้วก็ออกจากไบออสได้เลยครับ โดยกดที่ F10 หรือ Save&Exit เพียงเท่านี้เราก็จะได้ทั้งความเร็วและความเสถียรควบคู่กันไปด้วย ง่ายๆ ใช่ไหมละ
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
แก้ปัญหาง่าย ๆ เมื่อโอเวอร์คล็อกแล้วเปิดเครื่องไม่ติด
เมื่อเราโอเวอร์คล็อกไปจนสุดๆ ที่ตัวซีพียูและอุปกรณ์อื่นๆ จะรับไม่ไหวแล้วอาจเกิดอาการเปิดเครื่องแล้วภาพไม่ขึ้นบ้าง แฮงก์บ้าง เอาไวดีละทีนี้แย่แล้วเรา ต้องซื้อเครื่องใหม่หรือยกไปซ่อนดีเนี่ย แต่ช้าก่อนครับอย่าเพิ่งคิดเป็นอื่นไกล ทางออกยังมี
สำหรับมือใหม่หัดคล็อกคงจะประสบปัญหาระหว่างการโอเวอร์คล็อก เมื่อปรับนู่นแต่งนี้จนอุปกรณ์นั้นรับความเร็วที่คุณต้องการไม่ไหว พอเปิดเครื่องมาภาพไม่ขึ้นแต่งนี้หน้าจอซะงั้น ตกอกตกใจกันยกใหญ่ เหตุก็เพราะว่าค่าท่ะรมปรับแต่งไปเมื่อตะกี้มันจะจำอยู่ในไบออสสครับ ดังนั้นเราต้องลบความจำนั้นออกไปโดยการ clear CMOS วิธีการก็ง่ายแสนง่ายใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็เสร็จแล้ว

1. สิ่งแรกผมขอให้ถอดปลั๊กของคอมพิวเตอร์ซะก่อนครับ เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด (ไม่ถอดก็ได้นะ) ให้ท่านหาจุด Clear CMOS ของเมนบอร์ดของท่านซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้กับถ่านแบตเตอรี่ครับ หรือถ้าท่านไม่เจอให้ดูจากคู่มือเมนบอร์ดก็ได้

สำหรับมือใหม่หัดคล็อกคงจะประสบปัญหาระหว่างการโอเวอร์คล็อก เมื่อปรับนู่นแต่งนี้จนอุปกรณ์นั้นรับความเร็วที่คุณต้องการไม่ไหว พอเปิดเครื่องมาภาพไม่ขึ้นแต่งนี้หน้าจอซะงั้น ตกอกตกใจกันยกใหญ่ เหตุก็เพราะว่าค่าท่ะรมปรับแต่งไปเมื่อตะกี้มันจะจำอยู่ในไบออสสครับ ดังนั้นเราต้องลบความจำนั้นออกไปโดยการ clear CMOS วิธีการก็ง่ายแสนง่ายใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็เสร็จแล้ว
1. สิ่งแรกผมขอให้ถอดปลั๊กของคอมพิวเตอร์ซะก่อนครับ เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด (ไม่ถอดก็ได้นะ) ให้ท่านหาจุด Clear CMOS ของเมนบอร์ดของท่านซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้กับถ่านแบตเตอรี่ครับ หรือถ้าท่านไม่เจอให้ดูจากคู่มือเมนบอร์ดก็ได้
2. จุดที่มีพลาสติกแดงๆ ครอบไว้อยู่นั่นแหละ เราเรียกว่าดิปสวิตซ์ครับต่ำแหน่งนี้บนแผง PCB ของเมนบอร์ดจะเขียนไว้ว่า 1-2 Clear CMOS และ 2-3 Normal
3. ตอนแรกดิปสวิตซ์ของเราจะอยู่ที่ช่องที่ 2-3 นั่นก็คือ Normal ให้จับย้ายมาที่ช่องที่ 1-2 เลยครับเพื่อ Clear CMOS
4. แค่นี้ค่าต่างๆ ที่เราปรับแต่งไปตั้งแต่ทีแรกก็จะถูกลกออกไปสู่ค่าดั้งเดิมก่อนที่จะโอเวอรคล็อก ง่ายใช่ไหมละครับ อย่าลืมย้ายดิปสวิตซ์มาอยู่ในช่องที่ 2-3 นั่นก็คือ Normal ด้วยนะครับ แค่นี้ก็เรียบร้อย
5. แต่ถ้า Clear CMOS แล้วไม่หายให้ท่านถอดถ่านแบตเตอรี่ทิ้งไว้ประมาณ 1-10 นาทีพร้อม Clear CMOS ทิ้งไว้ด้วยครับ เมื่อเรา Clear CMOS แล้วค่าต่างๆ ที่จำไว้ก็จะหายไปหมด คุณก็ต้องมาตั้งค่าต่างๆ ในไบออสกันใหม่ เท่านี้เราก็สามารถโอเวอร์คล็อกต่อไปได้แล้ว
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
ปรับแต่งตัวคูณซีพียูเพื่อเพิ่มความเร็ว
| การที่จะทำให้ความเร็วซีพียูของเราวิ่งเร็วเดิมตอนที่เราซื้อออกมาจากร้านนั้น ก็มีวิธีโอเวอร์คล็อกหลากหลายวิธีซึ่งต้องอาศัยความรู้ในเชิงเทคนิคที่สูงระดับหนึ่ง แต่วิธีที่ผมจะนำเสนอก็เป็นวิธีที่ง่าย ๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น ก่อนอื่นก็ต้องตรวจสอบก่อนครับว่า ซีพียูที่คุณใช้งานอยู่นั้น เป็นซีพียูจากค่ายไหน นั่นก็เพราะซีพียูทุกตัวต่างก็มีตัวคูณอยู่ในตัวเองเหมือนกันหมด ขึ้นอยู่กับว่าจะมากหรือน้อย อย่างซีพียูจากค่าย intel ที่เน้นความปลอดภัย และอายุการใช้งานของซีพียูจะล็อกการปรับค่านี้ไว้ เมื่อเกิดความร้อนสูงเกินไปซีพียูจะหยุดการทำงานจนกว่าความร้อนจะกลับมาเท่าเดิม เพื่อป้องกันความเสียหายครับ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า ซีพียูมีปัญหาแฮงก์บ่อยนั่นเอง ด้วยระบบความปลอดภัยนี้อาจยากสำหรับมือใหม่ ดังนั้นในตัวอย่างนี้ผมขอเลือกใช้ซีพียูจากค่าย AMD เพราะง่ายต่อการปรับเปลี่ยนค่าต่าง ๆ 1. อย่างแรกเลยก็คือการเข้าไปสู่เมนูที่อยู่ในไบออส (Bios) ที่จะเข้าไปปรับตัวคูณ ซึ่งเมื่อคุณเปิดเครื่องมาก็ให้กดปุ่ม Del ติดๆ กัน (ในเมนบอร์ดบางรุ่นใช้ปุ่ม F1) แค่นี้ก็จะเข้าสู่ไบออสแล้วละ ข้อควรระวัง: • ควรเพิ่มทีละระดับ และไม่ควรเพิ่มมากเกินไป เพราะอาจทำให้ซีพียูเสียหายได้ • เมื่อจะโอเวอร์คล็อกอุปกรณ์ทุกชนิดควรหาอุปกรณ์ระบายความร้อนอย่างพัดลมเพิ่มด้วย ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์) |
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการ โอเวอร์คล็อก
โอเวอร์คล็อกคืออะไร นี่อาจจะเป็นคำถามสำหรับมือใหม่ ผมจะกล่าวถึงการ "โอเวอร์คล็อก" ให้ฟังอย่างง่าย ๆ ครับว่า ผลของมันจะทำให้เครื่องของเราเร็วขึ้น แรงขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แค่นี้ก็ชักจะสนใจกันแล้วใช้ไหมล่ะ ผมว่าเรามาทำความรู้จักกับการโอเวอร็คล็อกให้มากกว่านี้กันดีมั้ยครับ
เคยมีคนสงสัยว่า การโอเวอร์คล็อกนั้นจะทำให้เครื่องของเรา เร็วขึ้น แรงขึ้น ได้อย่างไร คำตอบก็คือ มันเป็นการเพิ่มความเร็วให้กันซีพียู โดยการปรับแต่งความเร็วของระบบบัสภายใน หรือการปรับเปลี่ยนความถี่ของซีพียูให้มีค่าเปลี่ยนไปจากเดิมที่ใช้กันอยู่ อย่างเช่นปกติเราใช้ซีพียูความเร็ว 1000 เมกะเฮิรตซ์ และเมื่อเรานำมาโอเวอร์คล็อกแล้ว ซีพียูของเราจะมีความเร็วเพิ่มจาก 1000 เมกะเฮิรตซ์ ไปเป็น 1300 เมกะเฮิรตซ์ อาจจะมากหรือน้อยกว่าก็ได้ โดยที่เราไม่ต้องซื้อซีพียูตัวใหม่ และเสียเงินเสียทองในการโอเวอร์คล็อกแต่อย่างใด แต่เมื่อจะเริ่มโอเวอร์คล็อกเรามารู้หลักการและคำศัพท์กันก่อนนะครับ
คำศัพท์ที่ต้องรู้จักก่อนการโอเวอร์คล็อก
Front Side BUS
เรียกกันสั้น ๆ ว่า FSB หรือบัสก็ได้ ซึ่งหมายถึง เส้นทางการส่งข้อมูลของลายวงจรภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่ง FSB นั้น จะส่งข้อมูลและทำงานไปพร้อมๆ กับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ซีพียู หน่อยความจำ และสล็อตต่างๆ บนเมนบอร์ด อย่างเช่นสล็อต AGP , PCI ซึ่ง FSB สัญญาณนาฬิการที่เราเรียกกันว่าความถี่ ที่อุปกรณ์แตะละตัวก็จะมีแตกต่างกันออกไป ซึ่ง FSB จะเป็นตัวควบคุมจังหวะการทำงาน ว่าจะรับหรือจะส่งจังหวะเร็วก็ส่งเร็วเมื่อจังหวะช้าก็ส่งช้า เป็นต้น
Multiplier (ตัวคูณ)
ซีพียูทุกตัวทั้งซีพีจากค่าย lnter หรือ AMD ต่างก็มีตัวคูณอยู่ในตัวซีพียูอยู่แล้วซึ่งซีพียูแต่ละตัวจะมีตัวคูณที่ไม่เท่ากันเช่น AMD Athlon XP 2500+ ใช้ตัวคูณ 11.0xและใช้ FSB 166 เมกะเฮิรตซ์(11x166=1826 เมกะเฮริตซ์) แต่ละส่วน AMD Athlon64 3200+ ใช้ตัวคูณ 10.0x แต่ใช้ FSB 200 เมกะเฮิรตซ์ (10x200=2000 เมกะเฮริตซ์) จะเห็นว่าซีพียูแต่ละตัวก็ใช้ FSB ที่แตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกันครับ แต่ในทางโอเวอร์คล็อกซีพียู บางตัวเปลี่ยนค่าตัวคูณได้ ( AMD) และซีพียู บางตัวก็เปลี่ยนคูณไม่ได้ (lntel) ซึ่งการเพิ่มตัวคูณนั้นจะไม่มีผลการทบต่ออุปกรณ์รอบข้างแต่อย่างใด แต่นั้น อย่าไปสับสนกับ FSB นะครับ
Vcore
หมายถึงไฟที่ใช้เลี้ยงซีพียูและแน่นอนครับว่าเราสามารถที่จะเพิ่มไฟเลี้ยงให้กับซีพียูได้ ซึ่งซีพียูทุกตัวต่างก็มีไฟเลี้ยงในตัวเอง และใช้ไฟเลี้ยงที่แตกต่างกันออกไปอีก เช่น lntel Celeron D Processor 330 2.66 กิกะเฮิรตซ์ ใช้ไฟเลี้ยง 1.4 โวลต์ และ AMD Atlon64 FX-53 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ใช้ไฟเลี้ยง 1.6 โวลต์ แต่ในทางเทคนิคของการ โอเวอร์คล็อกนั้น การที่เราเพิ่มไฟเลี้ยงให้กับซีพียูสูงๆ จะทำให้สามารถโอเวอร์คล็อกได้สูงๆ ด้วนเช่นเดียวกัน เพราะซีพียูทำงานหนักขึ้น ก็ต้องใช้พลังงานที่มากขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการระบายความร้อนให้กับซีพียูอีกด้วยส่วนผลเสียก็คือเมื่อเราเพิ่ม Vcore มากจนเกินไป แล้วเราไม่ได้ความคุมระบบระบายความบนตัวซีพียูให้ดี ซีพียูของคุณอาจจะไหม้ หรือลาโลกไปเลยก็เป็นได้
Vmem, VDD
เป็นไฟเลี้ยงที่ป้อนให้กับหน่วยการความจำ ซึ่งหน่วยความจำ DDR1 ทั่วนั้นจะมีกำลังไฟเลี้ยงที่ 1.6 โวลต์ แต่ถ้าเป็นDDR2 ก็จะมีไฟเลี้ยง 1.4 โวลต์ หลักในการเพิ่มไฟเลี้ยงก็จะคล้ายคลึงกับ Vcore ยิ่งไฟเลี้ยงเยอะเท่าไรก็จะทำให้เราโอเวอร์คล็อกแรมที่ความถี่สูง ๆ เยอะเท่านั้น ทั้งนี้ก็อยู่อยู่กับคุณภาพของแรมด้วยว่าจะรับความถี่สูง ๆ ได้มากน้อยเพียงใด อีกอย่าก็คือการระบายความที่ดีด้วย
VIO
นี่คือไฟเลี้ยงที่ป้อให้กับซิปเซต ซึ่งส่วนมากแล้วเมนบอร์ดที่สามารถปรับแต่งค่านี้ได้จะเป็นเมนบอร์ดที่ออกแบบมาสำหรับการโอเวอร์คล็อกจริงๆ อย่างเช่นเมนบอร์ดจาก ABIT,DFI,MSI,และ ASUS เป็นต้น ซึ่งสามารถปรับ VIO ให้กับซิพเซ็ตได้อีกด้วย
Cas latency
เรียกกันสั้นๆ ว่า CL หรือ Timing ก็ได้ครับ คืออัตราการรีเฟรซข้อมูลของแรมในหนึ่งลูกคลื่น ซึ่งการรีเฟรชข้อมูลในหน่วยความจำบ่อย ๆ หรือ CL น้อย ๆ จะทำให้แรมทำงานได้เร็ว เนื่องจากใช้เวลาในการเข้าถึงข้อมูลสั้นลง ซึ่งค่า CL นั้นจะเป็นตัวเลขที่ต่อท้าย 4 ตัวของแรม เช่น แรมยี่ห้อ Corsair DDR XMS 512 MB PC3200 2-7-3-3 จะเป็นค่าของเวลาที่แรมจะทำการหน่วงข้อมูลแล้วส่งต่อไปยัง Chipset และ Chipset ก็จะประมวลผลอีกที (ถ้าค่า CL ยิ่งต่ำเท่าไรแรมก็จะส่งข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น)
AGP/PCI
หมายถึง ความเร็วของการ์ดแสดงผลที่เป็นอินเทอร็เฟช AGP ที่มีความเร็ว 66 เมกะเฮิรตซ์ และความเร็วของอุปกรณ์ PCL ที่มีความเร็ว 33 เมกะเฮิรตซ์ ค่า 2 ค่านี้จะเปลี่ยนตาม FSB ซึ่งหากเมนบอร์ดปรับอัตราทดได้แล้วนั้น ค่า AGP/PCI จะทำงานที่ความเร็วดังในตาราที่แสดงอยู่ แต่เมนบอร์ดบางรุ่นสามารถที่จะกำหนดความถี่ให้กับความเร็วของ AGP/PCI เมื่อเราปรับ FSB ให้สูงขึ้น
เคยมีคนสงสัยว่า การโอเวอร์คล็อกนั้นจะทำให้เครื่องของเรา เร็วขึ้น แรงขึ้น ได้อย่างไร คำตอบก็คือ มันเป็นการเพิ่มความเร็วให้กันซีพียู โดยการปรับแต่งความเร็วของระบบบัสภายใน หรือการปรับเปลี่ยนความถี่ของซีพียูให้มีค่าเปลี่ยนไปจากเดิมที่ใช้กันอยู่ อย่างเช่นปกติเราใช้ซีพียูความเร็ว 1000 เมกะเฮิรตซ์ และเมื่อเรานำมาโอเวอร์คล็อกแล้ว ซีพียูของเราจะมีความเร็วเพิ่มจาก 1000 เมกะเฮิรตซ์ ไปเป็น 1300 เมกะเฮิรตซ์ อาจจะมากหรือน้อยกว่าก็ได้ โดยที่เราไม่ต้องซื้อซีพียูตัวใหม่ และเสียเงินเสียทองในการโอเวอร์คล็อกแต่อย่างใด แต่เมื่อจะเริ่มโอเวอร์คล็อกเรามารู้หลักการและคำศัพท์กันก่อนนะครับ
คำศัพท์ที่ต้องรู้จักก่อนการโอเวอร์คล็อก
Front Side BUS
เรียกกันสั้น ๆ ว่า FSB หรือบัสก็ได้ ซึ่งหมายถึง เส้นทางการส่งข้อมูลของลายวงจรภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่ง FSB นั้น จะส่งข้อมูลและทำงานไปพร้อมๆ กับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ซีพียู หน่อยความจำ และสล็อตต่างๆ บนเมนบอร์ด อย่างเช่นสล็อต AGP , PCI ซึ่ง FSB สัญญาณนาฬิการที่เราเรียกกันว่าความถี่ ที่อุปกรณ์แตะละตัวก็จะมีแตกต่างกันออกไป ซึ่ง FSB จะเป็นตัวควบคุมจังหวะการทำงาน ว่าจะรับหรือจะส่งจังหวะเร็วก็ส่งเร็วเมื่อจังหวะช้าก็ส่งช้า เป็นต้น
Multiplier (ตัวคูณ)
ซีพียูทุกตัวทั้งซีพีจากค่าย lnter หรือ AMD ต่างก็มีตัวคูณอยู่ในตัวซีพียูอยู่แล้วซึ่งซีพียูแต่ละตัวจะมีตัวคูณที่ไม่เท่ากันเช่น AMD Athlon XP 2500+ ใช้ตัวคูณ 11.0xและใช้ FSB 166 เมกะเฮิรตซ์(11x166=1826 เมกะเฮริตซ์) แต่ละส่วน AMD Athlon64 3200+ ใช้ตัวคูณ 10.0x แต่ใช้ FSB 200 เมกะเฮิรตซ์ (10x200=2000 เมกะเฮริตซ์) จะเห็นว่าซีพียูแต่ละตัวก็ใช้ FSB ที่แตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกันครับ แต่ในทางโอเวอร์คล็อกซีพียู บางตัวเปลี่ยนค่าตัวคูณได้ ( AMD) และซีพียู บางตัวก็เปลี่ยนคูณไม่ได้ (lntel) ซึ่งการเพิ่มตัวคูณนั้นจะไม่มีผลการทบต่ออุปกรณ์รอบข้างแต่อย่างใด แต่นั้น อย่าไปสับสนกับ FSB นะครับ
Vcore
หมายถึงไฟที่ใช้เลี้ยงซีพียูและแน่นอนครับว่าเราสามารถที่จะเพิ่มไฟเลี้ยงให้กับซีพียูได้ ซึ่งซีพียูทุกตัวต่างก็มีไฟเลี้ยงในตัวเอง และใช้ไฟเลี้ยงที่แตกต่างกันออกไปอีก เช่น lntel Celeron D Processor 330 2.66 กิกะเฮิรตซ์ ใช้ไฟเลี้ยง 1.4 โวลต์ และ AMD Atlon64 FX-53 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ใช้ไฟเลี้ยง 1.6 โวลต์ แต่ในทางเทคนิคของการ โอเวอร์คล็อกนั้น การที่เราเพิ่มไฟเลี้ยงให้กับซีพียูสูงๆ จะทำให้สามารถโอเวอร์คล็อกได้สูงๆ ด้วนเช่นเดียวกัน เพราะซีพียูทำงานหนักขึ้น ก็ต้องใช้พลังงานที่มากขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการระบายความร้อนให้กับซีพียูอีกด้วยส่วนผลเสียก็คือเมื่อเราเพิ่ม Vcore มากจนเกินไป แล้วเราไม่ได้ความคุมระบบระบายความบนตัวซีพียูให้ดี ซีพียูของคุณอาจจะไหม้ หรือลาโลกไปเลยก็เป็นได้
เป็นไฟเลี้ยงที่ป้อนให้กับหน่วยการความจำ ซึ่งหน่วยความจำ DDR1 ทั่วนั้นจะมีกำลังไฟเลี้ยงที่ 1.6 โวลต์ แต่ถ้าเป็นDDR2 ก็จะมีไฟเลี้ยง 1.4 โวลต์ หลักในการเพิ่มไฟเลี้ยงก็จะคล้ายคลึงกับ Vcore ยิ่งไฟเลี้ยงเยอะเท่าไรก็จะทำให้เราโอเวอร์คล็อกแรมที่ความถี่สูง ๆ เยอะเท่านั้น ทั้งนี้ก็อยู่อยู่กับคุณภาพของแรมด้วยว่าจะรับความถี่สูง ๆ ได้มากน้อยเพียงใด อีกอย่าก็คือการระบายความที่ดีด้วย
VIO
นี่คือไฟเลี้ยงที่ป้อให้กับซิปเซต ซึ่งส่วนมากแล้วเมนบอร์ดที่สามารถปรับแต่งค่านี้ได้จะเป็นเมนบอร์ดที่ออกแบบมาสำหรับการโอเวอร์คล็อกจริงๆ อย่างเช่นเมนบอร์ดจาก ABIT,DFI,MSI,และ ASUS เป็นต้น ซึ่งสามารถปรับ VIO ให้กับซิพเซ็ตได้อีกด้วย
Cas latency
เรียกกันสั้นๆ ว่า CL หรือ Timing ก็ได้ครับ คืออัตราการรีเฟรซข้อมูลของแรมในหนึ่งลูกคลื่น ซึ่งการรีเฟรชข้อมูลในหน่วยความจำบ่อย ๆ หรือ CL น้อย ๆ จะทำให้แรมทำงานได้เร็ว เนื่องจากใช้เวลาในการเข้าถึงข้อมูลสั้นลง ซึ่งค่า CL นั้นจะเป็นตัวเลขที่ต่อท้าย 4 ตัวของแรม เช่น แรมยี่ห้อ Corsair DDR XMS 512 MB PC3200 2-7-3-3 จะเป็นค่าของเวลาที่แรมจะทำการหน่วงข้อมูลแล้วส่งต่อไปยัง Chipset และ Chipset ก็จะประมวลผลอีกที (ถ้าค่า CL ยิ่งต่ำเท่าไรแรมก็จะส่งข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น)
AGP/PCI
หมายถึง ความเร็วของการ์ดแสดงผลที่เป็นอินเทอร็เฟช AGP ที่มีความเร็ว 66 เมกะเฮิรตซ์ และความเร็วของอุปกรณ์ PCL ที่มีความเร็ว 33 เมกะเฮิรตซ์ ค่า 2 ค่านี้จะเปลี่ยนตาม FSB ซึ่งหากเมนบอร์ดปรับอัตราทดได้แล้วนั้น ค่า AGP/PCI จะทำงานที่ความเร็วดังในตาราที่แสดงอยู่ แต่เมนบอร์ดบางรุ่นสามารถที่จะกำหนดความถี่ให้กับความเร็วของ AGP/PCI เมื่อเราปรับ FSB ให้สูงขึ้น
การโอเวอร์คล็อกสามารถแบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ
1. โอเวอร์คล็อกแบบปรับ FSB อย่างเดียว
แบบนี้เป็นการเพิ่มความถี่ของ FSB ให้มากขึ้น แล้วความเร็วของซีพียูจะเปลี่ยนไปตามค่าความถี่ที่เราเปลี่ยนไป จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าตัวคูณของซีพียูนั้นจะมีมานชกน้อยเพียงใด เช่น ปกติซีพียูทำงานที่ความเร็ว 1000 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 10x100= 1000 เมกะเฮิรตซ์ จากนั้นเมื่อทำการเปลี่ยนตาม คือ 10x133=1330 เมกะเฮิรตซ์ นั่นเอง โดยเมนบอร์ดรุ่นใหม่ ทุกวันนี้จะกำหนดค่าของ FSB ได้ ซึ่งค่า FSB ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความเร็วอื่น ๆ (ค่าความถี่ของอุปกรณ์อื่นๆไม่สูงตาม FSB) นั้นก็คือ FSB133,166 และ 200เมกะเฮิรตซ์ กล่าวคือ ถ้าเราใช้งานที่ FSB ดังกล่าวแล้ว AGP/PCI จะทำงานปกติที่ 66/33 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งไม่มีผลเสียใด ๆ
• ผลเสียของการโอเวอร์คล็อกแบบปรับ FSB
คือจะทำให้อุปกรณ์อื่น ๆ ทำงานผิดไปจากเดิม เนื่องจาก FSB ของระบบเปลี่ยนไป เนื่องจากอุปกรณ์ทุกอย่างเสียบลงบนเมนบอร์ด แล้ว FSB ของระบบเปลี่ยนไปอุปกรณ์อื่นๆ ก็ต้องทำงานแล้ว หรือช้าตาม FSB นั้นตามไปด้วย แต่ปัญหานี้แก้ได้ไม่ยากครับ ถ้าเมนบอร์ดของท่านปรับอัตราทด AGP/PCI ได้ หรือกำหนดค่าได้นั้น ก็จะทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานที่ความเร็วเดิมแม้ FSB จะเปลี่ยนไปตามก็ตาม
2. การโอเวอร์คล็อกแบบปรับตัวคูณอย่างเดียว
เป็นวิธีที่บ่ายที่สุดแต่สามารถทำได้กับซีพียูจากค่าย AMD เท่านั้นยกตัวอย่างเช่น ปกติเรามีความเร็วซีพียูที่ 1000 เมกะเฮิรตซ์
(10x100=1000 เมกะเฮิรตซ์) จากนั้นเราทำการปรับตัวคูณ CPU จาก 10 เป็น 12 เราก็จะได้ความเร็ว CPU ใหม่เป็น 12x100=1200 เมกะเฮิรตซ์ นั้นเอง หรืออาจจะปรับขึ้นไปพร้อม ๆ กับการเพิ่ม Vcore ก็ได้ครับ แต่จะขอให้ค่อย ๆ ปรับขึ้นไปทีละขั้นๆ ไป อย่าใจร้อนปรับแบบก้าวกระโดด
• ผลเสียของการโอเวอร์คล็อกแบบปรับตัวคูณ
จะทำให้ CPU เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ระบบโดยรวม หรือความถี่ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานที่ความเร็วเท่าเดิม
3. โอเวร์คล็อกแบบปรับ FSB และ ตัวคูณ ไปพร้อมๆ กัน
การโอเวอร์คล็อกด้วยวิธีนี้ ถือว่าเป็นการโอเวอร์คล็อกเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ทั้งความเสถียรของระบบและความเร็ว เพราะจะทำให้ระบบโดยรวมทำงานได้เร็วสูสีกันไป ไม่ใช่ว่าเร็วเฉพาะซีพียูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
การระบายความร้อนก็มีผลต่อการโอเวอร์คล็อก
พูดถึงความร้อนของอุปกรณ์ภายในเครื่องให้ไฟฟ้าภายในบ้านก็มีทั้งนั้นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็นทีวี ตู้เย็น แต่คอมพิวเตอร์นี่สิปกติก็มีความร้อนออกมาอยู่แล้ว ยิ่งถ้าโอเวอร์คล็อกแบบอัด Vcore,Vmem เพิ่มไฟต่างๆ แล้วละก็ ความร้อนมีผลอย่างมากในการที่เราจะโอเวอร์คล็อก ดังนั้นเราควรดูแลและความคุมอุณหหภูมิมิให้อยู่ในระดับที่ไม่อันตรายจะเกินไป ซึ่งอุณหภูมิดังกล่าวจะไม่เกิน 60 องศา นี่เป็นอุณหภูมิที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อตัวซีพียู แต่ถ้าโอเวอร์คล็อกแล้วละก็สมควรอย่างยิ่งที่จะควบคุมให้อุณหภูมิไม่ถึง 40-50 องศา ทั้งนี้ก็เพื่อความเสถียรในการทำงานครับ
1. โอเวอร์คล็อกแบบปรับ FSB อย่างเดียว
แบบนี้เป็นการเพิ่มความถี่ของ FSB ให้มากขึ้น แล้วความเร็วของซีพียูจะเปลี่ยนไปตามค่าความถี่ที่เราเปลี่ยนไป จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าตัวคูณของซีพียูนั้นจะมีมานชกน้อยเพียงใด เช่น ปกติซีพียูทำงานที่ความเร็ว 1000 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 10x100= 1000 เมกะเฮิรตซ์ จากนั้นเมื่อทำการเปลี่ยนตาม คือ 10x133=1330 เมกะเฮิรตซ์ นั่นเอง โดยเมนบอร์ดรุ่นใหม่ ทุกวันนี้จะกำหนดค่าของ FSB ได้ ซึ่งค่า FSB ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความเร็วอื่น ๆ (ค่าความถี่ของอุปกรณ์อื่นๆไม่สูงตาม FSB) นั้นก็คือ FSB133,166 และ 200เมกะเฮิรตซ์ กล่าวคือ ถ้าเราใช้งานที่ FSB ดังกล่าวแล้ว AGP/PCI จะทำงานปกติที่ 66/33 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งไม่มีผลเสียใด ๆ
• ผลเสียของการโอเวอร์คล็อกแบบปรับ FSB
คือจะทำให้อุปกรณ์อื่น ๆ ทำงานผิดไปจากเดิม เนื่องจาก FSB ของระบบเปลี่ยนไป เนื่องจากอุปกรณ์ทุกอย่างเสียบลงบนเมนบอร์ด แล้ว FSB ของระบบเปลี่ยนไปอุปกรณ์อื่นๆ ก็ต้องทำงานแล้ว หรือช้าตาม FSB นั้นตามไปด้วย แต่ปัญหานี้แก้ได้ไม่ยากครับ ถ้าเมนบอร์ดของท่านปรับอัตราทด AGP/PCI ได้ หรือกำหนดค่าได้นั้น ก็จะทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานที่ความเร็วเดิมแม้ FSB จะเปลี่ยนไปตามก็ตาม
2. การโอเวอร์คล็อกแบบปรับตัวคูณอย่างเดียว
เป็นวิธีที่บ่ายที่สุดแต่สามารถทำได้กับซีพียูจากค่าย AMD เท่านั้นยกตัวอย่างเช่น ปกติเรามีความเร็วซีพียูที่ 1000 เมกะเฮิรตซ์
(10x100=1000 เมกะเฮิรตซ์) จากนั้นเราทำการปรับตัวคูณ CPU จาก 10 เป็น 12 เราก็จะได้ความเร็ว CPU ใหม่เป็น 12x100=1200 เมกะเฮิรตซ์ นั้นเอง หรืออาจจะปรับขึ้นไปพร้อม ๆ กับการเพิ่ม Vcore ก็ได้ครับ แต่จะขอให้ค่อย ๆ ปรับขึ้นไปทีละขั้นๆ ไป อย่าใจร้อนปรับแบบก้าวกระโดด
• ผลเสียของการโอเวอร์คล็อกแบบปรับตัวคูณ
จะทำให้ CPU เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ระบบโดยรวม หรือความถี่ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานที่ความเร็วเท่าเดิม
3. โอเวร์คล็อกแบบปรับ FSB และ ตัวคูณ ไปพร้อมๆ กัน
การโอเวอร์คล็อกด้วยวิธีนี้ ถือว่าเป็นการโอเวอร์คล็อกเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ทั้งความเสถียรของระบบและความเร็ว เพราะจะทำให้ระบบโดยรวมทำงานได้เร็วสูสีกันไป ไม่ใช่ว่าเร็วเฉพาะซีพียูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
การระบายความร้อนก็มีผลต่อการโอเวอร์คล็อก
พูดถึงความร้อนของอุปกรณ์ภายในเครื่องให้ไฟฟ้าภายในบ้านก็มีทั้งนั้นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็นทีวี ตู้เย็น แต่คอมพิวเตอร์นี่สิปกติก็มีความร้อนออกมาอยู่แล้ว ยิ่งถ้าโอเวอร์คล็อกแบบอัด Vcore,Vmem เพิ่มไฟต่างๆ แล้วละก็ ความร้อนมีผลอย่างมากในการที่เราจะโอเวอร์คล็อก ดังนั้นเราควรดูแลและความคุมอุณหหภูมิมิให้อยู่ในระดับที่ไม่อันตรายจะเกินไป ซึ่งอุณหภูมิดังกล่าวจะไม่เกิน 60 องศา นี่เป็นอุณหภูมิที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อตัวซีพียู แต่ถ้าโอเวอร์คล็อกแล้วละก็สมควรอย่างยิ่งที่จะควบคุมให้อุณหภูมิไม่ถึง 40-50 องศา ทั้งนี้ก็เพื่อความเสถียรในการทำงานครับ
ปัจจัยที่มีผลต่อการโอเวอร์คล็อกที่ต้องรู้ไว้
เวลาโอเวอร์คล็อกขอให้ค่อยๆ ปรับขึ้นไปเป็นระดับขั้น อย่าใจร้อนและปรับแบบก้าวกระโดด
• ซีพียูทุกตัวจะสามารถโอเวอร์คล็อกขึ้นไปได้ไม่เท่ากันแม้ว่าจะเป็นรุ่นเดียวกันก็ตาม การระบายความร้อนที่ดี ส่งผลให้ระบบและซีพียูเย็นตามกันไปด้วย และจะสามารถโอเวอร์คล็อกไปที่ความเร็วสูงๆได้โดยที่ไม่มีอาการผิดปกติ
• เมนบอร์ดที่ดีจะมีฟังก์ชันในการโอเวอร์คล็อกที่ครบครันสามารถปรับและกำหนดค่าต่างๆ ได้ทั้งหมด
• Vcore ยิ่งเพิ่มมากยิ่งโอเวอร์คล็อกไปได้มากเช่นเดียงกัน
• หน่วยความจำ (RAM) ที่ดีต้องรับกับความถี่และ FSB สูงๆ ได้และมีค่า Timing ต่ำๆ
• ปัจจัยอื่นๆ เช่นอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง ต้องรู้ว่ารับกับความถี่สูงๆ ได้ไหมและดูองค์ประกอบโดยรวมไปถึงระบบระบายความร้อนให้ซิปต่างๆ บนเมนบอร์ด Vmem,VIO และอุณหภูมิของห้อง
เวลาโอเวอร์คล็อกขอให้ค่อยๆ ปรับขึ้นไปเป็นระดับขั้น อย่าใจร้อนและปรับแบบก้าวกระโดด
• ซีพียูทุกตัวจะสามารถโอเวอร์คล็อกขึ้นไปได้ไม่เท่ากันแม้ว่าจะเป็นรุ่นเดียวกันก็ตาม การระบายความร้อนที่ดี ส่งผลให้ระบบและซีพียูเย็นตามกันไปด้วย และจะสามารถโอเวอร์คล็อกไปที่ความเร็วสูงๆได้โดยที่ไม่มีอาการผิดปกติ
• เมนบอร์ดที่ดีจะมีฟังก์ชันในการโอเวอร์คล็อกที่ครบครันสามารถปรับและกำหนดค่าต่างๆ ได้ทั้งหมด
• Vcore ยิ่งเพิ่มมากยิ่งโอเวอร์คล็อกไปได้มากเช่นเดียงกัน
• หน่วยความจำ (RAM) ที่ดีต้องรับกับความถี่และ FSB สูงๆ ได้และมีค่า Timing ต่ำๆ
• ปัจจัยอื่นๆ เช่นอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง ต้องรู้ว่ารับกับความถี่สูงๆ ได้ไหมและดูองค์ประกอบโดยรวมไปถึงระบบระบายความร้อนให้ซิปต่างๆ บนเมนบอร์ด Vmem,VIO และอุณหภูมิของห้อง
ผลเสียของการ Overclock
• ทำให้ซีพียูทำงานหนักขึ้น เนื่องจากเกินจากสเปกเดิมที่ทางรงงานได้ผลิตมา ส่งผลให้ซีพียูมีอายุในการทำงานที่สั้นลงประมาณ 10% แต่อย่าลืมว่าซีพียูในปัจจกุบันออกมากันอย่างรวดเร็วจะเสียดายไปทำไมล่ะครับ (หมายความว่ายังไงก็ตกรุ่นเร็วอยู่แล้ว ก่อนทิ้งไปใช้ของใหม่ก็เอาตัวเก่ามาซ้อมมือก็ได้)
• อุปกรณ์โดยรวมที่เราได้โอเวอร์คล็อกแบบปรับ FSB ขึ้นไป ก็จะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่เสียบอยู่บนเมนบอร์ดด้วย อาจเกิดปัญหาในการทำงานได้ แต่ถ้ารู้ว่าจุดไหนบ้างที่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะรับมือได้อย่างสบาย
• อุปกรณ์ที่จะนำมาร่วมโอเวอร์คล็อกให้ได้ประสิทธิภาพ มีราคาที่แพงกว่าปรกติอยู่เล็กน้อย ซึ่งเป็นธรรมดาครับ แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้น บอกได้เลยว่าเกินคุ้ม
• ต้องคอยดูแลและตรวจเช็คระบบอย่างสม่ำเสมอ ว่าอุปกรณ์แต่ละตัวยังทำงานปกติหรือไม่ ๆ
เมื่อเราทราบถึงหลักการของการโอเวอร์คล็อกกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็จะสามารถโอเวอร์คล็อกซีพียูได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เท่าที่เมนบอร์ดของแต่ละตัวที่ใช้จะสนับสนุนให้ปรับแต่งได้มากน้อยเพียงใด และการโอเวอร์คล็อกก็ไม่ได้หยุดแต่ตัวซีพียูนั้น การ์ดแสดงผลก็ยังสามารถที่จะโอเวอร์คล็อกขึ้นไปได้อีกด้วย
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
• อุปกรณ์โดยรวมที่เราได้โอเวอร์คล็อกแบบปรับ FSB ขึ้นไป ก็จะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่เสียบอยู่บนเมนบอร์ดด้วย อาจเกิดปัญหาในการทำงานได้ แต่ถ้ารู้ว่าจุดไหนบ้างที่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะรับมือได้อย่างสบาย
• อุปกรณ์ที่จะนำมาร่วมโอเวอร์คล็อกให้ได้ประสิทธิภาพ มีราคาที่แพงกว่าปรกติอยู่เล็กน้อย ซึ่งเป็นธรรมดาครับ แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้น บอกได้เลยว่าเกินคุ้ม
• ต้องคอยดูแลและตรวจเช็คระบบอย่างสม่ำเสมอ ว่าอุปกรณ์แต่ละตัวยังทำงานปกติหรือไม่ ๆ
เมื่อเราทราบถึงหลักการของการโอเวอร์คล็อกกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็จะสามารถโอเวอร์คล็อกซีพียูได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เท่าที่เมนบอร์ดของแต่ละตัวที่ใช้จะสนับสนุนให้ปรับแต่งได้มากน้อยเพียงใด และการโอเวอร์คล็อกก็ไม่ได้หยุดแต่ตัวซีพียูนั้น การ์ดแสดงผลก็ยังสามารถที่จะโอเวอร์คล็อกขึ้นไปได้อีกด้วย
ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
ระบายความร้อนให้กับพีซีด้วยวิธีเหนือชั้น
| คุณอยากให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่เย็นลงไหม?...ผมหมายถึงอุณหภูมินะที่เย็น! ถ้าอยากเย็นละก็ฟังทางนี้ เพราะว่าเรามีวิธีเด็ดๆ แจ่มๆ มาฝากคุณผู้อ่านที่กำลังมองหาวิธีดับร้อนให้กับพีซีตัวเก่ง เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นไปอีก...! ..ตู๊ดๆ..ตู๊ดๆ เสียงร้องเมนบอร์ดที่ดังเพราะความร้อนภายในขึ้นสูงนั้น สำหรับผู้ใช้คอมพ์มือใหม่อาจจะงงกับเสียงร้องนี้และเกิดความสับสนขึ้นมา ว่าเพราะอะไรมันถึงดัง?และจะหยุดเสียงที่ว่านี้ได้อย่างไร ? แต่สำหรับผู้คร่ำหวอดและคลุกคลีกับคอมพิวเตอร์มานาน คงจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที ไม่ต้องตกใจไปครับถ้าคุณเป็นผู้ใช้ในกลุ่มแรก เพราะสาเหตุที่มันดังขึ้นมาก็เพราะมันทำตามหน้าที่ของมันนั่นเอง เมื่ออุณหภูมิภายในเครื่องมันสูงขึ้น เซนเซอร์ที่อยู่บนเมนบอร์ดจะส่งสัญญาณไปกระตุ้นให้ระบบเตือนส่งเสียงดังออกมา (อาจจะดัง ตู๊ด ๆ หรือ ปิ๊ป ๆ ก็ขึ้นอยู่กับเมนบอร์ดแต่ละยี่ห้อครับ บางรุ่นก็เล่นเสียงหวอเลยก็มี !!) คอมพิวเตอร์ร้อน อะไรเป็นสาเหตุได้บ้าง ? ถ้าถามสาเหตุของความร้อนที่เกิดขึ้นนั้น ก็มีหลายสาเหตุครับ แต่ที่หลักๆ ก็มาจากการใช้งานของคุณที่ต่อเนื่องยาวนานจนทำให้ระบบภายในมีอุณหภูมิสะสมสูงขึ้น และหากระบบที่ใช้ระบายความร้อนภายในเครื่องทำงานได้ไม่ดีพอละก็ นั่นก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิภายในเครื่องสูงขึ้น จนเมนบอร์ดต้องส่งสัญญาณเตือนก่อนที่อุปกรณ์ต่างๆ จะได้รับความร้อนเสียหาย เราไปดูกันเป็นข้อๆ เลยว่า สาเหตุหลัก นั้นมีอะไรบ้าง...
1. อุปกรณ์ที่ใช้ระบายความร้อนภายในทำงานได้ไม่ดีพอ ซึ่งได้แก่ พัดลมและฮีตซิงก์ของซีพียูมีประสิทธิภาพต่ำเพราะปัจจุบันซีพียู มีความเร็วในระดับ GHZ ขึ้นไปจำเป็นต้องได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ระบาย่ความร้อนที่มีแระสิทธิภาพสูง เช่น ฮีตซิงก์ทองแดงกับพัดลมความเร็วรอบจัดๆ เพื่อระบายความร้อนจากซีพียูออกไปอย่างรวดเร็ว
3 . หน่วยความจำร้อน อันนี้ร้อนจริงๆ ครับ เพราะหน่วยความที่ใช้ปัจจุบันมีความเร็วในการเขียนอ่านข้อมูลสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมายหลายเท่า ซึ่งแน่นอนว่าเวลามันทำงานนั้นความร้อนที่เกิดจากสัญญาณ ไฟฟ้าวิ่งไปวิ่งมานับครั้งไม่ถ้วนภายในหน่วยความจำเพื่อเขียนอ่าน ข้อมูลย่อมสะสมอยู่บนแผงหน่วยความจำด้วย ปัจจุบันมีแผงระบายความร้อนสำหรับหน่วยความจำวางขายแล้ว ซึ่งหากติดตั้งเข้าไปก็ช่วยในเรื่องระบายความร้อนได้มากทีเดียว ที่สำคัญยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ด้วย
5. ร้อนเพราะสกปรก อันนี้ก็จริงอีกเหมือนกันครับ ! เพราะบางคนใช้คอมพิวเตอร์แบบสักแต่ว่าใช้อย่างเดียว ไม่เคยดูแลรักษาเรื่องความสะอาดของเครื่องเลย ผมเคยมีประสบการณ์ไปซ่อมเครื่องให้กับเพื่อนคนหนึ่ง พอเปิดฝาเคสออกมาเท่านั้น ภาพที่เห็นคือรังมดขนาดย่อมๆ อยู่ที่มุมเคสด้านหนึ่ง ซึ่งมีมดงานกำลังง่วนอยู่กับการขนไข่เข้ามาเก็บในรัง !! และถัดลงมาตรงเมนบอร์ดก็ยงมีไข่จิ้งจกฝังตัวอยู่ข้าง สล็อต AGP เวอร์ชัน 2.0 ซึ่งยังไม่ฟักตัว แต่คาดว่าถ้าเครื่องเปิดติดเมื่อไร ความร้อนจะทำให้ไข่พวกนี้ฟักตัวเร็วขึ้นเท่าตัว!! ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากคุณปล่อยให้เครื่องสกปรกก็จะมีสัตว์มาอาศัยอยู่ ควรมั่นทำความสะอาดเครื่องโดยการปัดฝุ่นและเช็ดถูอยู่เป็นประจำ (ใช้ผ้าสะอาดห้าชุบน้ำเด็ดขาด) เพราะฝุ่นที่เกาะอยู่ตามเคส และอุปกรณ์ภายในต่างๆ จะเป็นตัวดูดความร้อนไม่ให้ถ่ายเทออกสู่ภายนอก ยิ่งมีฝุ่นเกาะมาก เครื่องของคุณก็จะมีอุณหภูมิมากขึ้นด้วย
Tip อันที่จริงแล้วยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ระบบภายในมีความร้อนสูงขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งก็คือ สภาวะอากาศภายนอกนั่นเอง หากคุณต้องทำงานอยู่ในห้องที่อับมีอากาศถ่ายเทน้อยละก็ พึงระลึกเอาไว้เลยว่าคอมพิวเตอร์ของคุณจะต้องมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันตรายที่เกิดจาก การปล่อยให้คอมพิวเตอร์มีความร้อนสะสมเป็นเวลานาน ลองนึกภาพของแผ่นยางที่วางอยู่ในเคสเวลาที่เปิดเครื่องขึ้นมาทำงานดูสิครับ ครั้งแรกอาจจะไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเวลาผ่านไปแผ่นยางนั้นก็จะเหนียวเป็นยางยืดเพราะโดนความร้อนนานๆ ซึ่งอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์คงจะไม่ต่างอะไรกับแผ่นยางมากนักหรอกครับ เพียงแต่มันอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าพอที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่เราคงจะไม่รอให้ถึงวันนั้นแน่! เพราะหากคอมพิวเตอร์ของคุณภายในเครื่องลดลง อุปกรณ์บางตัวไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อความร้อนที่สะสมเป็นเวลานานๆ ทำให้มันต้องถึงคราวอำลาไปก่อนเวลาอันสมควรดังนั้น หากคุณจำเป็นต้องใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หรือต้องเปิดเครื่องทิ้งไว้เพื่อดาวโหลดโปรแกรมทั้งวันทั้งคืนละก็ แนะนำให้เปิดฝาเคสออกเลยครับ และถ้ามีพัดลมตัวเล็กๆ เป่าลมเข้าไปภายในเคสก็ยิ่งดี เพราะความร้อนจะไม่สะสมอยู่ที่ตัวเคสและอุปกรณ์นานนัก ซึ่งวิธีนี้ช่วยยืดอายุการทำงานของอุปกรณ์ให้ยาวนานขึ้นด้วย การแก้ปัญหาคามร้อนด้วยฮาร์ดแวร์ การใช้อุปกรณ์มาช่วยในการระบายความร้อนให้กับพีซีนั้น ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่ถูกที่สุดก็คงจะเป็นพัดลมระบาบความร้อนภายในเคสที่สามารถติดตั้งเพิ่มเติมไปได้ตามที่คกุณพอใจ แต่ระวังว่าจะมีเรื่องของเสียงดังมารบกวนด้วยส่วนอุปกรณ์ช่วยระบายความร้อนชนิดอื่นนั้น แนะนำให้มองหาฮีตซิงก์ทองแดงคุณภาพดีๆ ที่มีพัดลมความเร็วรอบสูงและเสียงไม่ดังมาเปลี่ยนกับฮีตซิงก์ตัวเก่าของคุณ เพราะตอนนี้ราคาตกลงมามากแล้ว หรือใครที่มีงบเยอะจะมองหาอุปกรณ์ราคาแพงอย่างชุดฮีตไปป์สำหรับซีพียู และการ์ดจอ ก็คงจะช่วยได้มากทีเดียว นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนไปใช้เคสอลูมิเนียมที่ติดตั้งชุดระบายความร้อนมาให้ในตัว ซึ่งเคสพวกนี้จะมีการออกแบบระบบไหลเวียนอากาศภายใน มาให้ด้วย และด้วยคุณสมบัติของวัสดุทีทำจากอลูมิเนียมนั้น จะช่วยในเรื่องการสงผ่านความร้อนออกไปสู่ภายนอกระบบได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้มีความร้อนสะสมภายในห้องปรับอากาศด้วยละก็ ปัญหาเรื่องความร้อนคงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน! การแก้ปัญหาความร้อนด้วยซอฟต์แวร์ สำหรับการดับร้อนพีซีของคุณด้วยซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมยูทิลิตี้นั้น เราจะมุ่งเป้าไปที่การทำงานของซีพียูเป็นหลักครับ เพราะซอฟต์แวร์จำพวกนี้มักจะถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อควบคุมความร้อนที่เกิดจากซีพียูเป็นโดยเฉพาะหลักการคร่าวๆ ของมันก็คือ หากซีพียูไม่อยู่ในโหมดที่ต้องทำงานหรือประมวลผลแล้วละก็ มันจะสั่งให้ซีพียูเข้าสู่สภาวะไอเดิล คือสภาวะพักเงียบไม่ทำงาน รอคำสั่งอย่างเดียว เมื่อซีพียูเข้าสู่โหมดพักนี้การบริโภคพลังงานก็จะลดลง แน่นอนว่ามันทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นลดลงด้วยเช่นกัน ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์) |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)